รับสมัครฝึกอบรม “สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่” ลูกไก่ รุ่นที่ 11 วันที่ 19-23 พ.ค. 2562

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์
ขอเชิญผู้สนใจเข้าอบรม “สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่” (ลูกไก่) รุ่นที่ 11
ในระหว่างวันที่ 19 – 23 พฤษภาคม 2562
ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย”กับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยหวังให้มีการส่งเสริมนักวิจัยที่อยู่ในระบบวิจัยให้มีความเป็นมืออาชีพในด้านการวิจัยมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดกิจกรรมนี้มาแล้ว 10 ครั้ง และได้รับความสนใจอย่างดีเสมอมา

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าอบรมได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (จนกว่าจะครบจำนวน) สำหรับข้าราชการ พนักงานและบุคลากรของรัฐสามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิ์เบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากต้นสังกัด ตามระเบียบข้าราชการ

((สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ 082 945 9584 ))

คุณสมบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรม
เป็นอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. มีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 50 ปี
2. มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า
3. มีประสบการณ์การทำงานในหน่วยงานไม่น้อยกว่า 2 ปี
4. มีความรู้ และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต
5. เป็นผู้ที่สนใจจริงและมุ่งมั่นในการเข้ารับการฝึกอบรม สามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้ตลอดหลักสูตร และได้รับอนุมัติจากหน่วยงานต้นสังกัด
6. ไม่เป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอกในมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการจัด
7. นอกเหนือจากคุณสมบัติข้างต้นการพิจารณาคัดเลือกจะอยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการมหาวิทยาลัย และคณะวิทยากร “แม่ไก่” รุ่นที่ 11

หลักฐานประกอบการสมัคร
1. แบบฟอร์มใบสมัครที่ผู้สมัครกรอกข้อมูลครบถ้วนชัดเจน
2. รูปถ่ายสี สำหรับติดใบสมัครขนาดไม่เกิน 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 1 ปี
3. สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ/บัตรเจ้าหน้าที่ของรัฐ/บัตรรัฐวิสาหกิจ

Download เอกสารที่เกี่ยวข้อง

–  ใบสมัครเข้ารับการฝึกอบรม 

โครงการ “สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่” (ลูกไก่) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

กำหนดการฝึกอบรม-สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่-รุ่นที่-11

ส่งใบสมัครได้ที่ mcut4t@gmail.com

มจร. นำเทคโนโลยีการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารพิษจากโครงการวิจัยใช้จริง

ปัญหามลพิษนั้นดูจะคลืบคลานเข้ามาใกล้ชีวิตมนุษย์เราทุกที เหมือนความตายหยั่งไงก็อย่างนั้น …

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จากรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลกปี พ.ศ. 2561 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)ในปี 2561 ที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง แต่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ กอร์ปกับประชาชนยังถูกจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 23 ของโลก ในฐานะประเทศที่มีความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 มากที่สุด หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีค่าคุณภาพอากาศที่แย่เป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม มี 10 จังหวัดในไทยที่ติดอยู่ในการจัดอันดับ 15 เมืองที่มีมลพิษ PM2.5 สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงสุดในโลกนี้ จัดทำขึ้นโดย IQAir AirVisual ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุไว้ว่า 9 ใน 10 คนทั่วโลกกําลังหายใจเอามลพิษทางอากาศเข้าสู่ร่างกาย เราทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองมลพิษล้วนเสี่ยงที่จะเป็นหนึ่งใน 9 คนนั้น ประเทศที่มีมลพิษทางอากาศเป็นอันดับหนึ่ง คือ บังคลาเทศ ขณะที่หากนับเป็นเมืองแล้ว เมืองเดลี ประเทศอินเดียอยู่อันดับหนึ่ง และกรุงเทพฯอยู่อันดับที่ 24

รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก พ.ศ.2561

จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดการวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ศึกษาและค้นคว้าในโครงการวิจัย เรื่อง “เทคโนโลยีการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารพิษไดออกซินจากการเผาศพ” โดยใช้ “สารไกอา เอช” หรือ “สารวิมุตติ” มาทดลองใช้ในการเผาศพ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เมษายน – ตุลาคม 2559 เพราะการฌาปนกิจ หรือ การเผาศพแต่ละครั้ง นอกจากร่างศพ ยังมีโลงศพ เสื้อผ้า ข้าวของหลายชิ้นที่ญาติใส่ลงไปในโลงตามความเชื่อของพิธีกรรมทางศาสนา ประกอบกับการเผาศพแต่ละครั้งมีเกณฑ์กำหนดให้ใช้ความร้อน 900 ถึง 1,000 องศาเซลเซียส จึงทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ขึ้น ส่งผลให้เกิดสารมลพิษหลายชนิดปะปนออกมาพร้อมกับควัน โดยเฉพาะสารที่เป็นอันตรายมากที่สุด คือสารไดออกซิน และสารฟิวแรน ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็ง มีผลกระทบต่อระบบประสาท ภูมิคุ้มกันและระบบสืบพันธุ์ โดยผลวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเผาศพที่ปล่อยสารไดออกซินในระยะรัศมี 5 กิโลเมตร คือ พระภิกษุ สามเณร สัปเหร่อ ประชาชน และโรงเรียนที่อยู่รอบบริเวณวัด

วัดสุทธิวราราม นำร่องนำสารไกอา เอช มาใช้เป็นแห่งแรกโดยอัดแท่งเย็บติดกับผ้าห่ม บางส่วนบรรจุในดอกไม้จันทน์ และบรรจุในพวงหรีด ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยและดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่การใช้สารไกอา เอชในการเผาศพต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของญาติผู้เสียชีวิต เพราะสารชนิดนี้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่นักวิจัยอยู่ระหว่างคิดค้น หาสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาใช้ทดแทนได้

ในปัจจุบันความสนใจในเรื่องมลพิษทางอากาศ กับการพัฒนาเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่ หลายประเทศอย่างจีน และอินเดีย พยายามจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพราะเริ่มตระหนักแล้วว่าการพัฒนาเมือง หรือการปล่อยให้เกิดการะพัฒนาเมืองอย่างไร้มาตรฐาน และการวางแผนป้องกันปัญหา จะทำให้เกิดทั้งปัญหาสุขภาพกับประชาชนในเมือง และทำให้เกิดต้นทุนมหาศลในการพัฒนา

 

ที่มา Green Report : เผาศพ ลดควันพิษปะปนในอากาศ

สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๒

วันอังคารที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยพุธศาสตร์  อาคารสำนักหอสมุดและเทคโนโลยี ชั้น ๓ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยุธยา (วังน้อย) 

สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้มีการประชุมคณะกรรมการประจำสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๒ โดยมีพระเมธีธรรมาจารย์, รศ.ดร. รองอธิการฝ่ายวางแผนและพัฒนา เป็นประธานในการประชุม ร่วมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก ประกอบด้วย
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
รศ.ดร.กุหลาบ รัตนสัจธรรม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการฝ่ายกิจการทั่วไป

โดยมี พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ เป็น เลขานุการ
การประชุมดังกล่าว ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๖๒ และและมีมติเห็นชอบขยายเวลาดำเนินการโครงการวิจัยในแต่ละปีงบประมาณออกไป ทั้งนี้ ต้องมีการรายงานผลสรุปสภาพงานวิจัย ปีงบประมาณ ๒๕๕๗-๒๕๖๒ ด้วย

 

การนี้ พระสุธีรัตนบัณฑิต มอบหมายให้ พระมหาเสรีชน นริสฺสโร ผู้อำนวยการส่วนงานบริหาร รายงานการจัดงานประชุมวิชาการวิชาการระดับชาติและนานาชาติ โดยในครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ ๓ (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร ครั้งที่ ๑๐) ภายใต้หัวข้อเรื่อง “นครน่าน : นครพระพุทธศาสนา สู่มรดกธรรม มรดกโลก” (NAN : The City of Buddhism Towards Dhamma and World Heritage) ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ณ วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการสู่สาธารณะด้วยการตีพิมพ์ทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคมอย่างยั่งยืน และเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ มุมมองในประเด็นที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการและนิสิตผ่านบทความเชิงวิชาการและงานวิจัย

ทั้งนี้ นายธนันท์รัฐ ประเสริฐศิลป์ รองผู้อำนวยการ  ได้แจ้งเรื่อง ผลการตรวจสอบการรายงานผลการดำเนินการ ของหน่วยรับงบประมาณ ปี งปม. ๖๑ ในระบบ NRMS โครงการและปรับสถานะโครงการให้เรียบร้อย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

“มจร กับการสร้างเสริมสุขภาวะเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงเชิงพุทธบูรณาการ”

               วันนี้ (๗ มี.ค. ๖๒) ณ ห้องประชุม ๒ อาคาร มวก. ๔๘ พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โครงการเสริมสร้างสุขภาวะและเครือข่ายทางสังคมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงเชิงพุทธบูรณาการ โดยสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

                จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรายงานความก้าวหน้าโครงการ ในโอกาสนี้ได้รับความเมตตาจาก พระพรหมเสนาบดี ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค ๗ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ หมู่บ้านรักษาศีล ๕ เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เป็นประธานในพิธี และได้รับความเมตตาจาก พระราชวรเมธี รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร บรรยายในหัวข้อ “การบูรณาการงานวิจัยเพื่อการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้คณะทำงานในพื้นที่ได้นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินกิจกรรมและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

โดยมีการรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินการในระยะที่ผ่านของกลุ่ม ต่าง ๆ ดังนี้
๑) กลุ่มเน้นสานพลังเครือข่ายพระพุทธศาสนา โดยพระมหาประยูร โชติวโร ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพล สุยะพรม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป
๒) กลุ่มเน้นสานพลังเครือข่ายชุมชนและเยาวชน โดยพระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร ดร. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และ อาจารย์ ดร.จารุวรรณ พลอยดวงรัตน์ จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
และการนี้ พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย ฯ ได้มอบหมายให้ พระมหาเสรีชน นริสฺสโร ผู้อำนวยการส่วนงานบริหาร ชี้แจงกรอบการบริหารโครงการและ งปม.ตามระเบียบของผู้ให้ทุน ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายภูเบศ วณิชชานนท์

ในตอนท้าย พระศรีสมโพธิ, ดร. และ อาจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้สรุปแนวทางการดำเนินกาารในระยะต่อไปเพื่อขยายผลการทำงานในวงกว้างให้เกิด “สุขภาวะ ที่สะท้อนเป็นรูปธรรมของคุณภาพชีวิต” สู่การร่วมมือกันสร้างระบบสุขภาวะ ส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนต่อไป

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ ลงพื้นที่ตรวจสอบรายงานการวิจัย (คลีนิควิจัย)

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562 พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร. ลงพื้นที่ตรวจสอบรายงานการวิจัย (คลีนิควิจัย) ณ วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ภาคเช้า บรรยายเรื่อง “แนวทางการเขียนรายงานการวิจัย นวัตกรรม และวิทยานิพนธ์ ของ สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร.” โดยมี พระเดชพระคุณ พระครูสิริสุตานุยุต ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน รองเจ้าคณะอำเภอเมืองลำพูน คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิตเข้าร่วมฟังบรรยาย จำนวนกว่า 60 รูป/คน ส่วนภาคบ่าย เป็นการตรวจสอบรายงานการวิจัย จำนวน 20 เรื่อง จาก 3 หน่วยงาน คือวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน, วิทยาเขตเชียงใหม่, และวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง

ภาพ/ข่าว พระมหาชุติภัค อภินนฺโท ผู้อำนวยการส่วนงานวางแผน

สถาบันวิจัย มจร ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข

วันอังคารที่ ๒๖  กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณณาชวิทยาลัย สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายฯ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ๑๗ องค์กร จัดให้มีงานประชุมสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนโครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ณ  อาคารหอประชุม มวก. ๔๘ พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยฝ่ายคณะสงฆ์ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายสาธารณูปการ ของมหาเถรสมาคม เป็นประธานในการจัดงานกิจกรรมในครั้งนี้ และมีพระเดชพระคุณพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเจ้าอาวาสวัดเขียนเขต (พระอารามหลวง)  ประธานคณะอนุกรรมการโครงการฯ กล่าวถวายรายงาน  พร้อมด้วย พระราชปริยัติกวี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณณาชวิทยาลัย พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายแพทย์ชาญวิทย์  วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. ดร.พินิจ  บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และ ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมถวายสักการะ

ในงานดังกล่าว  พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ และเลขานุการคณะอนุกรรมการโครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ได้บรรยายแผนยุทธศาสตร์และแนวปฏิบัติในการดำเนินโครงการฯ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในปี ๒๕๖๒ – ๒๕๖๓ โดยมี มีวิสัยทัศน์ (Vision) “วัดสวยด้วยความสุข” มีพันธกิจ (Mission) ประกอบไปด้วย ๑. การพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพของวัดและชุมชนให้สะอาด ร่มรื่น สวยงามเป็นสถานที่สัปปายะ ๒. การพัฒนาพื้นที่ทางสังคมและการเรียนรู้ของวัดและชุมชนด้วยวิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธ ๓. การพัฒนาพื้นที่จิตใจและปัญญาของวัดและชุมชนตามแนวพระพุทธศาสนา มีค่านิยม (Core Value) ในโครงการ คือ “สร้างวัดในใจคน ” (Happiness Temple) ซึ่งการดำเนินงานใน ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ นี้ จะดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๓ ขยายผล จำนวน ๑๐,๐๐๐ วัด นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพของวัด จัดระบบ วางระเบียบวัด ให้เป็นพื้นที่สัปปายะ สำหรับพุทธศาสนิกชน เป็นรมณียสถานที่พร้อมใช้สำหรับการปฏิบัติธรรม เพื่อพัฒนาวัดทางด้านกายภาพ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ สร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่าง พระสงฆ์ ชุมชน ตัวแทนชุมชน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน นำไปสู่สังคมที่ดีต่อไป

ทั้งนี้ยังมี นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ซึ่งเป็นกลไกการขับเคลื่อนโครงการฯ ภาคีที่มีความเข้มแข็งต่อการพัฒนาสังคมและความยั่งยืนของโครงการฯ เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนกว่า ๗,๒๐๐ แห่งทั่วประเทศ ที่มั่งเน้นความร่วม
มือดำเนินโครงการฯ ด้วยแนวทาง 5 ส ที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมโดยวัดเป็นศูนย์กลางพัฒนา.

สำหรับโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขฯ นั้น เป็นการดำเนินงานตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ เรื่อง “ขอความเห็นชอบการดำเนินงานโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขฯ” มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลการดำเนินการให้แพร่หลายผ่านเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์และเจ้าอาวาสวัดให้การสนับสนุนโครงการต่อไป และตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๔/๒๕๖๑ เรื่อง “ขอความเห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข สู่การปฏิบัติระดับจังหวัด” เห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข สู่การปฏิบัติระดับจังหวัด และให้เจ้าคณะจังหวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนำสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดต่อไป ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ด้านสาธารณูปการ ของมหาเถรสมาคม อีกทั้งยังสอดคล้องกับการดำเนินงานโครงการชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ คือ ๑) เพื่อจัดระบบ วางระเบียบวัด ให้เป็นพื้นที่สัปปายะ สำหรับพุทธศาสนิกชน เป็นรมณียสถานที่พร้อมใช้สำหรับการปฏิบัติธรรม ๒) เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างพระสงฆ์ ชุมชน ตัวแทนชุมชน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน ให้เกิดความเข้มแข็ง ๓) เพื่อใช้แนวทาง “๕ ส” พัฒนาวัดด้านกายภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ นำไปสู่สังคมที่ดี รวมถึงกิจกรรมเชิงพุทธ โดยก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างวัดกับชุมชน ทำให้พระมีสุขภาพแข็งแรง วัดมีความมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง ๔) เพื่อใช้กลไกประชารัฐในการขับเคลื่อน โดยการนำทุกภาคส่วนมาร่วมกันพัฒนาวัด เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน ๕) เพื่อขยายผลดำเนินงานสู่โครงการวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น วัดพัฒนาตัวอย่างและอุทยานการศึกษาในวัด