รายงานข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ณ วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2563 วันนี้เ…

[ad_1]

📲รายงานข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19
ณ วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2563

👍วันนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ โดยใช้เวลา 65 วัน จากศูนย์ 0️⃣ เป็นศูนย์0️⃣

🗓ครั้งสุดท้ายที่มีรายงานผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์📑 คือวันที่ 9 มีนาคม 2563 หลังจากนั้นมีการรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่ต่อเนื่องทุกวัน📊

🇹🇭 ประเทศไทย
😷ผู้ติดเชื้อสะสม 3,017 ราย ใน 68 จังหวัด (ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันนี้)
▶️เสียชีวิตรวม 56 ราย (ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในวันนี้)

▶️รักษาหายป่วยแล้ว 2,844 ราย (94.27%) เพิ่มขึ้น 46 ราย

กรุงเทพมหานคร มีผู้ป่วยที่รับรักษาสะสมมากที่สุด (1,531 ราย) ตามด้วย ภูเก็ต (224), นนทบุรี (156), ยะลา (125), สมุทรปราการ (115), ชลบุรี (85), ปัตตานี (79), สงขลา (44), เชียงใหม่ (40) และ ปทุมธานี (39) โดยมีผู้ติดเชื้อที่อยู่ในระหว่าง state quarantine ในจังหวัดต่างๆ รวม 90 ราย และอยู่ในศูนย์กักกัน 65 ราย

🔹ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามจังหวัดที่รับผู้ติดเชื้อเข้ารักษา (ไม่รวมผู้ติดเขื้อในกลุ่ม State Quarantine)
– มี 67 จังหวัดที่รับผู้ติดเชื้อไว้รักษา
– ไม่เคยมีรายงานผู้ติดเชื้อเลย จำนวน 10 จังหวัด
– ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ใน 28 วันที่ผ่านมา จำนวน 49 จังหวัด
– ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ใน 14 วันที่ผ่านมา จำนวน 12 จังหวัด
– ยังมี ผู้ติดเชื้อรายใหม่ ใน 14 วันที่ผ่านมา จำนวน 6 จังหวัด

📚ประมวลข้อมูลโดย กรมควบคุมโรค และศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

📄ส่วนรายงานข้อมูลของอาเซียนและการวิเคราะห์จะอยู่ในรอบการรายงานช่วงเย็น





[ad_2]

Source

ขอเชิญเสนอผลงานเพื่อขอรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2564​ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)…

[ad_1]

ขอเชิญเสนอผลงานเพื่อขอรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2564​ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยได้แบ่งการให้รางวัล ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1.รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ
2.รางวัลผลงานวิจัย
3.รางวัลวิทยานิพนธ์
4.รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น
ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มการเสนอผลงานฯ และเสนอผลงานเพื่อขอรับ รางวัลฯได้ที่เว็บไซต์ http://nriis.nrct.go.th พร้อมแนบไฟล์เอกสารที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ PDF ในระบบ ให้ครบถ้วน ระหว่างวันที่ 7 – 31 พฤษภาคม 2563
☎️0 2579 1370 – 9 ต่อ 506 – 509 ในวัน และเวลาราชการ หรือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ rekm@nrct.go.th


[ad_2]

Source

11 มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับโลก ใน Round University Ranking (RUR) Round University Ranking (RUR) ได้…

[ad_1]

11 มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับโลก ใน Round University Ranking (RUR)

Round University Ranking (RUR) ได้ประกาศ World University Rankings หรือผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลก ในปี 2020 ทั้งหมด 1,100 แห่ง โดยครอบคลุม 80 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยใประเทศไทยถึง 11 แห่ง ที่ติดอันดับนี้ครับ

RUR เป็นสถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากสหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้ข้อมูลจาก Clarivate Analytics ในการวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผล การจัดอันดับของ RUR ใช้หลักเกณฑ์ 20 ตัวชี้วัด ซึ่งแบ่งเป็นการจัดอันดับ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการสอน (Teaching), ด้านการวิจัย (Research), ด้านความหลากหลายของความเป็นนานาชาติ (International Diversity) และด้านความยั่งยืนทางการเงิน (Financial Sustainability) ครับ

ในปีนี้ มี 2 มหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอยู่ในอัน 500 ประเทศแรกของโลก คือ มหาวิทยาลัยมหิดล ในอันดับที่ 399 ซึ่งขึ้นมาจากปีที่แล้วถึง 29 อันดับ (ปี 2019 อยู่ในอันดับที่ 428) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันดับที่ 406 ซึ่งขึ้นมาจากปีที่แล้ว 16 อันดับ (ปี 2019 อยู่ในอันดับที่ 422) นอกจากนั้น ยังมีอีก 9 มหาวิทยาลัยที่ติดใน 1,100 อันดับของโลกนี้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตามลำดับ

เป็นที่น่ายินดีที่มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีคุณภาพติดอันดับโลก และบางมหาวิทยาลัยมีอันดับที่ดีขึ้น กระทรวง อว.ให้ความสำคัญต่อคุณภาพของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเราต้องการให้มหาวิทยาลัยใช้พลังปัญญาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาคุณภาพของมหาวิทยาลัยให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับโลกตามนโยบายพลิกโฉมมหาวิทยาลัยหรือ Reinventing University ที่ผมเคยได้ประกาศไว้ เราสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยปฏิรูประบบบริหารและมุ่งเน้นในการพัฒนาจุดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะนี้เราได้ให้มหาวิทยาลัยประเมินว่าเหมาะที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจุดเด่นในรูปแบบใด เพื่อทาง อว.จะได้มีแนวทางในการสนับสนุนใน จุดเด่นนั้นๆตามศักยภาพและความโดดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัยครับ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย RUR ในปีนี้ และปีที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

https://roundranking.com/ra…/world-university-rankings.html…


[ad_2]

Source

ดร. วันทนา ศิวะ นักฟิสิกส์ชาวอินเดียผู้กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและอาหาร ให้แง่คิดที่น…

[ad_1]

ดร. วันทนา ศิวะ นักฟิสิกส์ชาวอินเดียผู้กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและอาหาร ให้แง่คิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ไวรัส มนุษยชาติ และโลก” ไว้ว่า
ไวรัสจิ๋วๆทำให้โลกต้อง lockdown เศรษฐกิจทั่วโลกปิดฉาก ดับชีวิตคนเรือนแสน ตัดการทำมาหากินคนนับล้าน
โคโรน่าไวรัสบอกให้เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับตัวเองในฐานะมนุษย์ กระบวนทัศน์หลักทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งโลก?
อันดับแรกสุด การ lockdown เตือนให้เราตระหนักว่าโลกมีไว้สำหรับทุกสปีชีส์ เมื่อเราถอยออกไป ทำให้ถนนปลอดรถ มลพิษในอากาศจึงลดลง ช้างจึงออกมาย่านชานเมืองและอาบในแม่น้ำคงคา เสือดาวออกมาเพ่นพ่านแถว Chandigarh
บทเรียนบทที่ 2 คือ โรคระบาดนี้ไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” เช่นเดียวกับที่การแปรปรวนของสภาวะอากาศไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” โรคระบาดอุบัติใหม่เกิดจาก “การกระทำของมนุษย์” เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ
วิทยาศาสตร์บอกเราว่า ขณะที่เรารุกรานระบบนิเวศในป่า ทำลายบ้านของสปีชีส์ต่างๆ เอาพืช-สัตว์มาสร้างผลกำไรนั้น เราสร้างเงื่อนไขให้เกิดโรคใหม่ๆขึ้นมา 50 ปีที่ผ่านมานี้มีจุลินทรีย์ก่อโรคใหม่ๆเกิดขึ้นมา 300 ชนิด 70% ของเชื้อก่อโรคในมนุษย์ ซึ่งรวมถึง HIV, อีโบล่า ไข้หวัดใหญ่ MERS และ SARS เกิดขึ้นมาเมื่อระบบนิเวศในป่าถูกรุกราน ไวรัสจึงกระโดดจากสัตว์มาที่คน เมื่อสัตว์แออัดกันอยู่ในฟาร์มโรงงานเพื่อผลกำไรสูงสุด โรคใหม่ๆอย่างหวัดหมู หวัดนก ก็แพร่กระจาย
ความโลภของมนุษย์ โดยขาดความเคารพต่อสิทธิของสปีชีส์อื่น หรือกระทั่งมนุษย์ด้วยกันเอง คือรากเหง้าของโรคระบาดครั้งนี้ รวมทั้งโรคที่จะระบาดในอนาคต เศรษฐกิจโลกที่อยู่บนพื้นฐานของภาพลวงตาแห่งการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด แปลมาเป็นความกระหายอย่างไร้ขีดจำกัดต่อทรัพยากรโลก ซึ่งแปลมาเป็นการล่วงละเมิดอย่างไร้ขีดจำกัดต่อขอบเขตของโลก ขอบเขตของระบบนิเวศ และขอบเขตของสปีชีส์อีกต่อหนึ่ง
บทเรียนบทที่ 3 ซึ่งไวรัสปลุกให้เราตื่นขึ้นมารับรู้คือ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเกี่ยวเนื่องกับภาวะฉุกเฉินแห่งการสูญพันธุ์และหดหายของสปีชีส์ เกี่ยวเนื่องกับภาวะฉุกเฉินด้านสภาวะอากาศ เมื่อเราเอายาพิษมาฆ่าแมลง ปราบศัตรูพืช วิกฤตการสูญพันธุ์จึงเลี่ยงไม่พ้น เมื่อเราเผาฟอสซิลคาร์บอน ซึ่งโลกใช้เวลากว่า 600 ล้านปีแปลงเป็นฟอสซิล เราก็ล่วงละเมิดขอบเขตของโลก ผลที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ
วิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า หากมนุษย์ไม่ยุติการทำสงครามต่อโลกและสปีชีส์ต่างๆในโลกเช่นนี้ ในเวลาร้อยปีเราก็จะทำลายสภาวะที่เอื้อให้มนุษย์วิวัฒน์และอยู่รอดได้ไปเสีย เราจะสูญพันธุ์ตามสปีชีส์อื่นๆ 200 สปีชีส์ที่กำลังถูกย่ำยีให้สูญพันธุ์อยู่ทุกวันนี้ เราจะกลายเป็นอีกหนึ่งในล้านสปีชีส์ที่ถูกคุกคามจนใกล้สูญพันธุ์ เพราะความโลภ โอหัง และขาดความรับผิดชอบของมนุษย์
ภาวะฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตทั้งปวงในยุคสมัยของเรา มีรากเหง้ามาจากโลกทัศน์กลไกที่เน้นการใช้กำลังอำนาจ และยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มองมนุษย์โดยแยกออกจากธรรมชาติ เป็นนายเหนือโลก สามารถครอบครอง ควบคุม และนำสปีชีส์อื่นๆมาใช้เพื่อผลกำไรตามต้องการได้ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมีรากเหง้าอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจที่เห็นขีดจำกัดทางนิเวศและจริยธรรมเป็นอุปสรรคซึ่งจะต้องกำจัดออกไป เพื่อขยายการเพิ่มพูนของผลกำไรอีกด้วย โมเดลแบบนี้ไม่คำนึงถึงสิทธิของแม่พระธรณี สิทธิของสปีชีส์อื่น สิทธิของมนุษย์ และสิทธิของชนรุ่นหลังเลย
ระหว่างวิกฤตครั้งนี้ ตลอดจนการฟื้นตัวภายหลังการ lockdown เราจะต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องโลก ระบบภูมิอากาศของโลก สิทธิและพื้นที่ทางนิเวศของสปีชีส์อื่นๆ ชนพื้นเมือง สตรี กสิกร และคนงาน
เราจะต้องเปลี่ยนจากเศษฐกิจแห่งความละโมบและการเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งผลักเราไปสู่วิกฤตแห่งการดำรงชีวิต เราจะต้องตื่นขึ้นรับรู้ความจริงว่า เราเป็นสมาชิก “ครอบครัวโลก” และเศรษฐกิจที่แท้คือ “เศรษฐกิจแห่งความเอาใจใส่ดูแล” ทั้งต่อโลกและต่อกันเอง
การที่จะหลีกเลี่ยงโรคระบาดในอนาคต ความอดอยากในอนาคต และความเป็นไปได้ที่จะมีคนพวกที่ไม่ต้องคำนึงถึงได้ เราจะต้องก้าวให้พ้นจากระบบเศรษฐกิจที่กลายเป็นอุตสาหกรรมไปหมดและแผ่ไปครอบทั่วทั้งโลก ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ทำลายสปีชีส์ต่างๆจนสูญพันธุ์ และทำให้โรคที่คุกคามชีวิตแพร่ระบาด การจำกัดวงอยู่ตามท้องถิ่นจะเปิดให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่นรุ่งเรือง
เราจะต้องลดรอยเท้านิเวศลงอย่างตระหนักรู้ เพื่อจะได้เหลือทรัพยากรและพื้นที่ทางนิเวศให้สปีชีส์อื่นๆ มนุษย์ทั้งมวล และชนรุ่นหลัง
ภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพและการ lockdown แสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อมีเจตจำนงทางการเมือง เราสามารถเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นขึ้นได้ เรามาทำให้การเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นนี้เป็นเรื่องถาวรกันเถอะ
ประสบการณ์จากนวธัญญะสอนเรามากว่า 3 ทศวรรษแล้วว่า ระบบอาหารอินทรีย์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพจากท้องถิ่น ช่วยให้ทุกคนมีอาหารที่ถูกสุขลักษณะ พร้อมกับชุบชีวิตให้ผืนดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่งคั่งหลากหลายทางชีวภาพในป่า ไร่นา อาหารของเรา microbiome ของเรา เชื่อมโยงโลก สปีชีส์ที่หลากหลายในโลก รวมทั้งมนุษย์ ด้วยสุขภาวะ แทนที่จะเป็นโรคภัย
ไวรัสจิ๋ว ๆ สามารถช่วยให้เราก้าวกระโดดเพื่อสร้างอารยธรรมโลกและระบบนิเวศที่อยู่บนฐานของความกลมกลืนกับธรรมชาติได้ หรือไม่เราก็อยู่ต่อไปในมายาแห่งการพิชิตธรรมชาติ และเคลื่อนรุดหน้าอย่างเร่งรีบไปสู่โรคระบาดต่อไป แล้วจากนั้นก็ไปสู่ความดับสูญ
โลกจะยังคงวิวัฒน์ต่อไป ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่ก็ตาม
จาก A virus, humanity, and the earth
https://www.deccanherald.com/…/a-virus-humanity-and-the-ear…
Credit: Janpen Panyotai, Ramet Tanawangsri


[ad_2]

Source

[นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ทุกแห่ง] เมื่อพระสงฆ์ 'สึกมาสร้าง' นวัตกรรมการฝึกสติที่เข้าถึง 62 ล้าน…

[ad_1]

[นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ทุกแห่ง] เมื่อพระสงฆ์ 'สึกมาสร้าง' นวัตกรรมการฝึกสติที่เข้าถึง 62 ล้านคนใน 190 ประเทศ

ในวันวิสาขบูชานี้ เรามีเรื่องเล่าสนุก ๆ เกี่ยวกับสตาร์ทอัพชื่อ ‘Headspace’ ก่อตั้งโดยอดีต ‘พระสงฆ์’ ที่เคยบวชนานถึง 10 ปี ก่อนสึกออกมาผันตัวเป็นผู้ประกอบการที่มุ่งมั่นให้ ‘การฝึกสติ’ เข้าถึงคนในวงกว้าง ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแอพลิเคชัน – ชื่อของเขาคือ ‘Andy Puddicombe’

ในวัย 22 ปี Puddicombe เป็นนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ประเทศอังกฤษ แต่เมื่อเพื่อนและแฟนสาวของเขาประสบอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันจนเสียชีวิต เขาตัดสินใจลาออกด้วยความทุกข์ทรมาน และออกเดินทางไปยังอินเดีย เนปาล พม่า ไทย และเทือกเขาหิมาลัย เพื่อบวชและปฏิบัติธรรมให้รู้เท่าทันความทุกข์ ในช่วงเวลานี้ เขาได้ฝึกวิชา ‘การนั่งสมาธิ’ ซึ่งบางวันเขาฝึกยาวนานถึง 16 ชั่วโมงติดต่อกัน

หลังจากบวชนาน 10 ปี Puddicombe ตัดสินใจสึกและกลับมาที่ประเทศอังกฤษเพื่อให้คำแนะนำคนด้านการฝึกสติ จนเขาได้เจอกับ Rich Pierson ที่เข้ามาปรึกษาเขาด้วยความเครียดจากการทำงานในวงการโฆษณา ก่อนลงเอยสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาด้วยกันในชื่อ ‘Headspace’

ตอนแรก Headspace เป็นบริษัทจัดอีเวนต์ แต่ทั้งคู่เห็นโอกาสในการขยายให้การฝึกสติเข้าถึงคนจำนวนมาก จึงสร้างและปล่อยแอพลิเคชันในชื่อเดียวกันที่ช่วยแนะนำวิธีการฝึกสติในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับการทำงาน การนอน ลดความเครียด คลายความกังวล ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย สั้น เป็นกันเอง

Headspace ได้รับความสนใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากที่ต้องการดูแลพนักงานของตน ทั้ง Google, Linkedin, General Electric และ Unilever และได้รับเงินลงทุนมามากกว่าพันล้านบาทแล้ว เปลี่ยนหลักการอายุนับพันปีที่คนอาจมองว่าเข้าถึงได้ยากให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จนมีผู้ดาวน์โหลดแอพลิเคชันไปแล้วมากกว่า 62 ล้านคนใน 190 ประเทศ และมียอด Subscribers มากถึง 2 ล้านคน ก่อนครบรอบ 10 ปีของบริษัทในเดือนพฤษภาคมปี 2020 นี้

นี่ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกแขนง เพียงเราเข้าใจความต้องการของผู้คน และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็เกิดเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ได้ เหมือน Headspace ที่เปลี่ยนวิธีการฝึกสติให้เข้าถึงคนทั่วโลก

📌คำถามชวนคิด: มีศาสตร์อะไรบ้างไหมที่เราสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ มาแก้ปัญหาได้?

#แปดบรรทัดครึ่ง


[ad_2]

Source