วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) : 37. มุมมองจากผู้รับทุนค

วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) :
มุมมองจากผู้รับทุนคุณภาพสูง
โดยศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช
https://www.gotoknow.org/posts/666649

วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) : 37. มุมมองจากผู้รับทุนค

วิจัย, นวัตกรรม, การจัดการงานวิจัย, สกว., เมธีวิจัยอาวุโส, ยศ ตีระวัฒนานนท์, อว., วิจัย และนวัตกรรม, สกสว., สอวช., อว….


Source

ครม. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 37,000 ลบ. . (27 สิงหาคม 2562) ตามท…

ครม. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 37,000 ลบ.
.
(27 สิงหาคม 2562) ตามที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เสนอกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งสิ้น 37,000 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สอวช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 37,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนแผนด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ครม. ได้มีมติให้กระทรวงนำส่งแผนดังกล่าวให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา และหาก สศช. เห็นว่าแผนครอบคลุมครบถ้วน ก็สามารถนำมาใช้ได้เลย
.
“กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ ครม. อนุมัตินั้น ประกอบด้วยโครงการ Flagship 30 เปอร์เซ็นต์ และโครงการปกติอีก 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนา 4 แพลตฟอร์ม และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1. การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ 11,100 ล้านบาท 2. การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม 5,550 ล้านบาท 3. การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 9,250 ล้านบาท 4. การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ 7,400 ล้านบาท และ 5. การปฏิรูป อววน. (Reinventing Universities & Research Institutes) 3,700 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวยังไม่รวมงบประมาณในการผลิตนักศึกษา งบประมาณบุคลากร งบประมาณที่หน่วยงานบูรณาการกับเจ้าภาพนอกกระทรวง ซึ่งจะเป็นงบประมาณที่จัดสรรตรงไปที่หน่วยงานโดยไม่ผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ดร.กิติพงค์ กล่าว
.
ทั้งนี้ ตัวอย่างของโครงการ Flagship ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อาทิ
.
1. BCG in Action (Bio-Circular-Green Economy) โดยมีตัวอย่างโครงการ เช่น ระบบเกษตรปลอดภัยมาตรฐานส่งออก แหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่จากแมลง Zero-waste นวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย Active Ageing นวัตกรรมอาหารฮาลาล และการท่องเที่ยวมูลค่าสูงใน 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นต้น
.
2. Tech-based Acceleration Program แพลตฟอร์มที่เร่งการเกิด Innovative Startup และ Tech-based Enterprise
.
3. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ขับเคลื่อนเขตนวัตกรรมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งในปัจจุบัน มีบริษัทนวัตกรรมในพื้นที่จำนวน 90 ราย มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ 634 โครงการ และมีบุคลากรวิจัยและพัฒนาจำนวน 2,620 คน
.
4. อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับพื้นที่ โดยจะช่วยบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อกระจายโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำ (ตามจุดแข็งของแต่ละพื้นที่) เช่น 1) ภาคเหนือ เน้นอาหารอินทรีย์ การเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากข้าว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อุตสาหรรมดิจิทัล 2) ภาคกลาง เน้นชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceutical) เครื่องมือแพทย์ การบริการ อาหารฟังก์ชั่น และ Smart Materials 3) ภาคอีสาน เน้นปศุสัตว์ เชื้อเพลิงชีวภาพ อาหารฟังก์ชั่น เทคโนโลยีการผลิต และ 4) ภาคใต้ เน้นอาหารทะเล อาหารฮาลาล นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาง/ปาล์ม ท่องเที่ยว
.
5. การสร้างแรงบันดาลใจเด็ก เยาวชน ให้เกิดความตื่นตัวและพัฒนาไปสู่การเป็นนวัตกร และผู้ประกอบการในอนาคต ในรูปแบบ Public-Private Partnership รองรับเด็กและเยาวชนปีละ 2,000,000 คน เช่น Futurium Inspirium Planetarium Fab Lab &Co-working Space เป็นต้น
.
6. Work-integrated Learning เพื่อผลิตกำลังคนตามความต้องการของประเทศ รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor)
.
7. ไทยอารี (Thai Ageing Research & Innovation Platform) มุ่งทำงานเชิงรุกเพื่อตอบโจทย์สังคมสูงวัย สร้างงานวิจัยที่มีผลต่อนโยบายของประเทศ รวมถึงการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้ที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต
.
8. ชุมชนนวัตกรรม เน้นการพัฒนานักขับเคลื่อนชุมชน ซึ่งเป็นตัวกลางสนับสนุนให้ชุมชนคิดต่อยอดจากทุนหรือจุดแข็งที่แต่ละพื้นที่มี และช่วยเหลือเชื่อมโยงชุมชนสู่องค์ความรู้ แหล่งทุนและตลาด ซึ่งมหาวิทยาลัยท้องถิ่น มูลนิธิ ตลอดจนหน่วยส่งเสริมของภาครัฐที่กระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะเร่งให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นและขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้
.
9. AI for All โครงการที่เน้นให้ประชาชนเข้าถึงสื่อต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี AI และส่งเสริมให้เกิดแรงงานรวมถึงนวัตกร ที่สามารถพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีโดยใช้ AI หรือ Machine Learning ได้ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดองค์กรที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตด้วยเทคโนโลยี AI ได้
.
10. เพิ่มจำนวนผลงานวิจัยที่มีระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (TRL : Technology Readiness Levels) ที่อยู่ในระดับสูง เช่น TRL 5 – 7 เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ Tech-Based Enterprise ของประเทศไทยในอนาคต
.
🌐ที่มา : http://www.ones.or.th/th/2235/
.
#สอวช #ONES #งบประมาณด้านวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม




Source

มจร.อันดับที่ 2 ของโลก มหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 27 ส.ค. พระสุธีรัตนบัณฑิต…

มจร.อันดับที่ 2 ของโลก มหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ในฐานะผอ.สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) กล่าวว่า เว็บไซต์ www.4icu.org หรือ UniRank ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาประจำปี 2018 หรือ พ.ศ.2561 ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมจร.ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียง มหาวิทยาลัยเรียวโกกุ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยมีมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาจากทั่วโลกรวม 62 แห่ง ได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้ ซึ่งจะมีการนำมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนในวิชาด้านพระพุทธศาสนาจนได้รับการยอมรับ เข้ามาร่วมจัดอันดับในครั้งนี้ด้วย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยพบว่า ได้รับการจัดอันดับอีก 3 แห่ง คือ อันดับที่ 6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม อันดับที่ 28 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และอันดับที่ 34 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ นอกจากนี้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยประจำปี 2019 หรือพ.ศ.2562 ของเว็บไซต์ดังกล่าว ประยังพบด้วยว่ามจร. ได้รับการจัดอันดัับให้อยู่ที่ 17 ขยับขึ้นจากปี 2018หรือ พ.ศ.2561 ซึ่งอยู่ที่อันดับ 35

พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวต่อไปว่า การที่มจร.ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาอันดับ 2 ของโลก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมามจร.มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรนานาชาติตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และเอกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีนิสิตนานาชาติเข้ามาศึกษาต่อมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และมีการตีพิมพ์วารสารทางวิชาการมาแล้วมากกว่า 20 ฉบับ จึงทำให้ได้รับความสนใจ และยอมรับในระบบการจัดการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อที่มจร.เป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ผอ.สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร. กล่าวด้วยว่า สำหรับเว็บไซต์ www.4icu.org หรือ UniRank เป็นการจัดอันดับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยชื่อดังที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยจะดำเนินการจัดอันดับความนิยจากการเข้าชมเว็บไซต์มหาวิทยาลัยจากทั่วโลก เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลในแบบ Web Popularity ทั้งนี้ UniRank ได้เริ่มทำการจัดอันดับมาตั้งแต่เดือนค.ศ.2005 หรือพ.ศ.2548 โดยจะมีรายงานปีละ 2 ครั้ง คือเดือนม.ค.และเดือนก.ค. ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดอันดับเพื่อจัดอันดับความนิยมของมหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยนานาชาติในทั่วโลก ที่ได้รับความนิยมในการเข้าชมเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ความไว้วางใจ การเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยให้นักศึกษาจากนานาชาติสามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ครบถ้วน นอกจากนี้เว็บไซต์ที่จะถูกนำมาจัดอันนั้นจะต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน และมีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารโดยตลอด

#At_HeaR #ข่าวจริงเข้าหู #มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย




Source